dot
dot
dot
dot
dot


Thai Embassy  worldwide
BTS Sky Train
Exchange Rates
MRTA Under Ground Train
Airport Raillink


ข้อมูลทั่วไปประเทศมาเลเซีย

มาเลเซีย

ที่ตั้ง - ตั้งอยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตร ประกอบด้วยดินแดนสองส่วน คือ

มาเลเซียตะวันตก ตั้งอยู่บนคาบสมุทรมลายู ประกอบด้วย11 รัฐ คือ ปะหัง สลังงอร์ เนกรีเซมบิลัน มะละกา ยะโฮร์ เประ กลันตัน ตรังกานู ปีนัง เกดะห์ และปะลิส มาเลเซียตะวันออก ตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว (กาลิมันตัน) ประกอบด้วย 2 รัฐ คือ ซาบาห์ และซาราวัก นอกจากนี้ยังมีเขตการปกครองภายใต้สหพันธรัฐ อีก 3 เขต คือ กรุงกัวลาลัมเปอร์ (เมืองหลวง) เมืองปุตราจายา (เมืองราชการ) และเกาะลาบวน

  • พื้นที่ - 128,430 ตารางไมล์ (329,758 ตารางกิโลเมตร)
  • เมืองหลวง - กรุงกัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur)
  • เมืองราชการ - เมืองปุตราจายา (Putrajaya)
  • ภูมิอากาศ - ร้อนชื้น อุณหภูมิเฉลี่ย 28 องศาเซลเซียส
  •  ประชากร - 25.58 ล้านคน (ปี 2547)
  • ภาษา - มาเลย์ (ภาษาราชการ) อังกฤษ จีน ทมิฬ
  • ศาสนา - อิสลาม (ศาสนาประจำชาติ ร้อยละ 60.4) พุทธ (ร้อยละ 19.2) คริสต์ (ร้อยละ 11.6) ฮินดู (ร้อยละ 6.3) อื่น ๆ (ร้อยละ 2.5)
  • หน่วยเงินตรา - ริงกิตมาเลเซีย (ริงกิต เท่ากับ 0.2632 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10.42 บาท)
  • GDP = 117.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2547)
  • ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ = 67.59 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ณ วันที่ 29 เม.ย. 2548)
  • อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ = ร้อยละ 7.1 (ปี 2547)
  • วันชาติ - 31 สิงหาคม

ระบอบการเมือง - ประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy)

ระบบการปกครอง  

(1) สหพันธรัฐ โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดี (Yang-di Pertuan Agong) เป็นประมุข ซึ่งมาจากการเลือกตั้งจากเจ้าผู้ปกครองรัฐ 9 แห่ง (ยะโฮร์ ตรังกานู ปะหัง สลังงอร์ เกดะห์ กลันตัน เนกรีเซมบิลัน เประ และปะลิส) และผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นดำรงตำแหน่งวาระปี

(2) นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาลสหพันธรัฐ และมุขมนตรีแห่งรัฐ (Menteri Besar ในกรณีที่มีเจ้าผู้ปกครองรัฐ หรือ Chief Minister ในกรณีที่ไม่มีเจ้าผู้ปกครองรัฐ) เป็นหัวหน้ารัฐบาลแห่งรัฐ

  • ประมุข - สมเด็จพระราชาธิบดี ตนกู ไซด์ ซีราจุดดิน อิบนิ อัลมาร์ฮุมตนกู ไซด์ ปุตรา จูมาลูลลาอิล
  • นายกรัฐมนตรี - ดาโต๊ะ ซรี อับดุลลาห์ อาหมัด บาดาวี
  • พรรคการเมือง - พรรค UMNO (United Malays National Organization) เป็นพรรคการเมืองหลักที่เป็นแกนนำกลุ่มแนวร่วมแห่งชาติ (Barisan Nasional) ซึ่งประกอบด้วยพรรคการเมืองสำคัญ ได้แก่ MCA (Malaysian Chinese Association), MIC (Malaysian Indian Congress), Gerakan, PPBB (Parti Pesaka Bumiputera Bersatu), SNP (Sarawak National Party)
  • สำหรับพรรคฝ่ายค้านที่สำคัญ คือ พรรค PAS (Pertubuhan Angkatan Sabilullah) พรรค DAP (Democratic Action Party)
  • สมาชิกอาเซียน - ปฏิญญากรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510
  • เอกอัครราชทูตไทยประจำมาเลเซีย - นายอุ้ม เมาลานนท์ (เข้ารับหน้าที่เมื่อเดือนมกราคม 2548)
  • สถาปนาความสัมพันธ์ - ไทยและมาเลเซียสถาปนาความสัมพันธ์ทางทูตระหว่างกันเมื่อ 31 สิงหาคม 2500 

การเมืองการปกครอง 

การเมือง

พรรค UMNO มีแนวนโยบายบริหารประเทศเน้นชาตินิยมแต่ไม่รุนแรง สนับสนุนชาวมาเลย์ให้มีสิทธิในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ แนวนโยบายในการบริหารและพัฒนาประเทศหลัก ๆ สรุปได้ดังนี้

   1. ดำเนินนโยบายอย่างเป็นอิสระไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด โดยเฉพาะประเทศตะวันตก

  2. พยายามเข้าไปมีบทบาทนำในอาเซียน และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะกลุ่มประเทศมุสลิม เพื่อเป็นพลังต่อรองกับประเทศตะวันตกในเวทีระหว่างประเทศ

  3. พัฒนาการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยโดยไม่ยึดติดกับรูปแบบของประเทศตะวันตก มีแนวดำเนินการของตนเองและให้ความสำคัญต่อเรื่องความมั่นคง ภายในประเทศเป็นสำคัญ

หลังจาก ตุน ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ดาโต๊ะ ซรี อับดุลลาห์ อาหมัด บาดาวี ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนเมื่อวันที่ 31 พฤศจิกายน 2546 ต่อมาเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2547 มาเลเซียจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป (หลังการยุบสภาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2547) ซึ่งผลปรากฏว่า พรรค UMNO และกลุ่มพรรคแนวร่วมแห่งชาติ Barison Nasional (BN)ภายใต้การนำของดาโต๊ะซรี อับดุลลาห์ อาหมัด บาดาวี ได้รับชัยชนะเหนือพรรคร่วมฝ่ายค้าน (BA) ซึ่งมีพรรค PAS เป็นแกนนำ โดยได้คะแนนเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเกิน 2 ใน 3 

พรรคฝ่ายค้านยังคงไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะท้าทายอำนาจและเสถียรภาพของรัฐบาล แม้การก้าวลงจากอำนาจของ ดร.มหาธีร์ อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นและคะแนนนิยมของประชาชนต่อพรรค UMNO ในระดับหนึ่ง แต่ผลการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนมีนาคม 2547 แสดงให้เห็นว่า พรรค UMNO ยังคงสามารถเป็นแกนนำของกลุ่ม BN ในการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป ประเด็นที่จะบั่นทอนเสถียรภาพและความมั่นคงของพรรครัฐบาลและพรรค UMNO ที่สำคัญได้แก่ ความแตกแยกภายในพรรค UMNO เอง ซึ่งยังคงมีอยู่ในระดับหนึ่งอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความไม่ลงรอยกันระหว่างกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ภายในพรรค แม้ว่าจะไม่ปรากฏให้เห็นภาพความขัดแย้งที่แจ้งชัด

นโยบายความมั่นคงของมาเลเซีย ได้แก่

1.ดำเนินยุทธศาสตร์ทางการเมืองโดยยึดอาเซียนเป็นหลักในการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจ เพื่อให้มีการรับรองและปฏิบัติอย่างจริงจังที่จะให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออก/ตะวันตก เป็นดินแดนที่เป็นกลางและสันติสุข ทั้งนี้เพื่อให้มาเลเซียปลอดภัยจากการรุกรานจากภายนอก

 2. แสวงหามิตรประเทศที่มีศักยภาพทางทหารอย่างเพียงพอที่จะป้องปรามการกระทำใด ๆ อันจะกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของมาเลเซียตลอดจนการเตรียมกองทัพให้ทันสมัยมีอานุภาพเพียงพอที่จะป้องกันประเทศในระยะต้นก่อนการช่วยเหลือจากมิตรประเทศ

3. พัฒนากองทัพ โดยเฉพาะกองกำลังภาคพื้นดินให้เข้มแข็ง เน้นขีดความสามารถในการทำสงครามตามแบบ (conventional) เพื่อป้องกันการรุกรานจากศัตรูภายนอก 

4. ปรับปรุงกองกำลังทางเรือให้สามารถป้องกันการแทรกซึม และการยกพลขึ้นบก ตลอดจนปราบปรามการลักลอบค้าของหนีภาษี และการลักลอบทำประมงในน่านน้ำ

นอกจากนี้ การที่มาเลเซียเคยอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษและส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของไทยมาในอดีต โดยเพิ่งได้รับเอกราชเมื่อปี 2500 และในช่วงเริ่มก่อตั้งประเทศมาเลเซียประสบปัญหากระทบกระทั่งกับประเทศเพื่อนบ้านต่าง ๆ ในเรื่องเขตแดนทั้งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ และบางกรณียังคงยืดเยื้อจนถึงปัจจุบัน ทำให้มาเลเซียมีความอ่อนไหวต่อเรื่องความมั่นคงภายในและในภูมิภาคเป็นอย่างมาก และดำเนินนโยบายด้านการเมืองและความมั่นคงที่มีลักษณะเข้มงวดขาดความยืดหยุ่น อย่างไรก็ดี หลังจากที่สถานการณ์โลกและภูมิภาคปรับเปลี่ยนไปตามกระแสโลกาภิวัฒน์ และโลกไร้พรมแดน มาเลเซียได้ปรับเปลี่ยนนโยบายด้านความมั่นคงให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น จึงทำให้สถานะความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ ปรับตัวไปในทางที่ดีขึ้น

เศรษฐกิจการค้า  

มาเลเซียมีนโยบายทางเศรษฐกิจ ดังต่อไปนี้

1. เปิดรับการค้า การลงทุน และการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากตะวันตก เพื่อพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี 2563 (Vision 2020) ตามที่อดีตนายกรัฐมนตรี ดร.มหาธีร์ บิน โมฮัมหมัดตั้งเป้าหมายไว้

2. ใช้นโยบายการเมืองนำเศรษฐกิจเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์และโอกาสทางการค้าแก่ประเทศ

3. ขยายการติดต่อด้านเศรษฐกิจและการค้ากับประเทศกำลังพัฒนาเพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และยุโรป อาทิ มาเลเซียในฐานะประธานองค์การการประชุมอิสลาม (Organisation of Islamic Conference – OIC) ให้ความสำคัญกับการรวมตัวทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกOIC (รวม 57 ประเทศ) โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล ธนาคารอิสลาม การศึกษา และการท่องเที่ยว

มาเลเซียยังได้วางนโยบายเศรษฐกิจสืบต่อจาก Vision 2020 คือนโยบายวิสัยทัศน์แห่งชาติ (National Vision Policy: NVP) ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างมาเลเซียให้เป็น “ประเทศที่มีความยืดหยุ่นคงทนและมีความสามารถในการแข่งขัน” โดยจะลดความสำคัญของการลงทุนที่ทำให้เกิดการเจริญเติบโตที่ไม่ยั่งยืนและขาดประสิทธิภาพ และให้ความสำคัญต่อประเด็นใหม่คือ การเติบโตที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของประสิทธิภาพการผลิตโดยรวม โดยจะเน้นการลงทุนที่มีการค้นคว้าและวิจัย (R & D) และเทคโนโลยีสูง ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานความรู้ (knowledge-based economy) กระตุ้นและเพิ่มพลวัตรของภาคการเกษตร การผลิต และการบริการโดยการใช้ความรู้และเทคโนโลยีวิทยาการ เพิ่มการมีส่วนร่วมของภูมิบุตร ในภาคเศรษฐกิจชั้นนำ และปรับให้มีการพัฒนาการทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับสังคมบนฐานความรู้ (knowledge-based society)

ในช่วงที่ผ่านมามาเลเซียมีความสัมพันธ์ด้านการเมืองที่ไม่ราบรื่นนักกับประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ เนื่องจากประเทศตะวันตกมองว่ารัฐบาลมาเลเซียมักใช้กฎหมายว่าด้วยความมั่นคงภายใน (Internal Security Act - ISA) เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่มาเลเซียถือว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องภายในประเทศ และประเทศตะวันตกมักใช้ double standard ในการดำเนินนโยบายกับประเทศต่าง ๆ ทั้งนี้ วิกฤตการณ์ด้านการเงินและการคลังที่เกิดขึ้น

ในประเทศกำลังพัฒนาต่าง ๆ ในปัจจุบัน เป็นผลจากการเปิดเสรีด้านการเงินและการคลัง ซึ่งประเทศตะวันตกผลักดันอย่างแข็งขัน

อย่างไรก็ดี ในด้านเศรษฐกิจมาเลเซียมีการติดต่อการค้า การลงทุน การศึกษาที่ใกล้ชิดกับประเทศตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอังกฤษ ส่วนหนึ่งเนื่องจากความผูกพันในสมัยอาณานิคมซึ่งส่งผลให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็ว

แม้ว่ารัฐบาลมาเลเซียจะประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและส่งผลให้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดในปี 2545 แต่ความสำเร็จดังกล่าวยังมีอุปสรรคและปัญหาต่าง ๆ แฝงอยู่ ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของมาเลเซียโดยรวมได้ อาทิ การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แม้ว่าในเบื้องต้นจะมีส่วนช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก แต่หากโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ก็จะส่งผลกระทบอย่างมากเช่นกันต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ อาทิ โครงการก่อสร้างสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ ซึ่งปัจจุบันใช้งานไม่ถึงครึ่งของขีดความสามารถและยังไม่สามารถดึงดูดให้สายการบินหลักมาใช้ โครงการก่อสร้างเมืองราชการที่ปุตราจายาซึ่งยังไม่สามารถดึงประชาชนและภาคธุรกิจเข้าไปร่วมอย่างเต็มที่ โครงการ Cyberjaya ซึ่งยังไม่สามารถดึงดูดบริษัทชั้นนำของโลกให้เข้ามาลงทุนได้ตามเป้าหมายที่กำหนด เป็นต้น

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมาเลเซีย

1. ด้านการทูต

ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับมาเลเซียเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2500 เอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์คนปัจจุบันคือ นายอุ้ม เมาลานนท์ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม 2548 นอกจากนี้ ไทยยังมีสถานกงสุลใหญ่ในมาเลเซีย 2 แห่ง (สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองปีนัง และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารู) และมีสถานกงสุลประจำเกาะลังกาวี (ซึ่งมีดาโต๊ะ ชาซรีล เอสเคย์ บิน อับดุลลาห์ กงสุลกิตติมศักดิ์เป็นหัวหน้าสำนักงาน) สำหรับหน่วยงานของส่วนราชการต่าง ๆ ซึ่งตั้งสำนักงานอยู่ภายใต้สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้แก่ สำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ สำนักงานแรงงาน ส่วนหน่วยงานของไทยอื่นๆ ที่ตั้งสำนักงานในมาเลเซียคือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัทการบินไทย สำหรับหน่วยงานของมาเลเซียในไทยได้แก่ สถานเอกอัครราชทูตมาเลเซีย (เอกอัครราชทูตมาเลเซียคนปัจจุบันคือ ดาโต๊ะ ชารานี บิน อิบราฮิม) และสถานกงสุลใหญ่มาเลเซียประจำจังหวัดสงขลา

2.ด้านการเมือง

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมาเลเซียได้พัฒนาแน่นแฟ้นจนมีความใกล้ชิดกันมาก เนื่องจากทั้งสองประเทศมีผลประโยชน์ร่วมกันหลายประการ การแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับต่าง ๆ ทั้งระดับพระราชวงศ์ชั้นสูง รัฐบาล และเจ้าหน้าที่ ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ แต่แม้ว่าสองฝ่ายจะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกัน ก็ยังคงมีประเด็นปัญหาในความสัมพันธ์ ซึ่งต้องร่วมมือกันแก้ไข อาทิ การปักปันเขตแดนทางบก บุคคลสองสัญชาติ การก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น

นโยบายของไทยต่อมาเลเซียเน้นมุ่งส่งเสริมความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน และสร้างพื้นฐานที่เข้มแข็งให้ความสัมพันธ์ทุกระดับงอกงามอยู่บนพื้นฐานของการใช้เหตุผล เคารพซึ่งกันและกันในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ดี เพราะเหตุการณ์ในประเทศหนึ่งย่อมจะส่งผลเกื้อหนุนหรือกระทบต่ออีกประเทศหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

3.ด้านเศรษฐกิจ

  • การค้า

ปี 2547 ไทยกับมาเลเซียมีมูลค่าการค้ารวม 443,397.67 ล้านบาท (ไทยขาดดุลการค้า 8,003.96 ล้านบาท) ขยายตัวจากปี 2546 ร้อยละ29.42 ในจำนวนนี้ ครึ่งหนึ่งเป็นปริมาณการค้าชายแดนซึ่งมีมูลค่าการค้ารวมถึง 233,356.63 ล้านบาท (ไทยได้ดุลการค้าชายแดน100,469.53 ล้านบาท) ผ่านด่านศุลกากรทั้ง 10 แห่งใน 5 จังหวัด (สตูล สงขลา ยะลา นราธิวาส และปัตตานี) การค้าที่มีต่อกันส่วนหนึ่งเป็นการส่งสินค้าผ่านแดนเพื่อไปจำหน่ายในประเทศที่สาม ซึ่งไทยก็ได้รับความสะดวกในการส่งสินค้าผ่านแดนไปตลาดสิงคโปร์ และการส่งออกผ่านสิงคโปร์ด้วย

  • การลงทุน

ปี 2547 ชาวมาเลเซียลงทุนในไทยมากเป็นอันดับ 4 คิดเป็นมูลค่า 13,235 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้านอุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเลกทรอนิกส์ และในปีเดียวกันธุรกิจไทยลงทุนในมาเลเซียด้านการผลิตเครื่องจักร เครื่องมือขนส่ง อาหารและเคมีภัณฑ์ คิดเป็นมูลค่า 9.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 400 ล้านบาท

  • การท่องเที่ยว 

ปี 2547 นักท่องเที่ยวมาเลเซียเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยรวมทั้งสิ้น 1,391,379 คน (เป็นอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ) และนำรายได้เข้าไทยกว่า 4 หมื่นล้านบาท ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปมาเลเซีย 1,518,452 คน ทำรายได้ให้มาเลเซีย 3,000 ล้านริงกิต (กว่า 3หมื่นล้านบาท)

4. สังคมและวัฒนธรรม

ไทยกับมาเลเซียมีความร่วมมือในระดับท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างต่อเนื่องของประชาชนในพื้นที่ ประชาชนทั้งสองฝ่ายติดต่อแลกเปลี่ยนการไปมาหาสู่กัน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า การศึกษา และการเยี่ยมเยียนในฐานะเครือญาติ มีโครงการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมระหว่างกัน รวมทั้งความร่วมมือด้านการบริหารจัดการสัญจรข้ามแดน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในพื้นที่และส่งเสริมการติดต่อด้านการค้าและการท่องเที่ยวระหว่างกัน นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังอนุญาตให้คนสัญชาติของอีกฝ่ายหนึ่งที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนให้สามารถใช้บัตรผ่านแดนซึ่งออกให้โดยหน่วยงานปกครองท้องถิ่นของแต่ละฝ่าย เดินทางผ่านด่านพรมแดนระหว่างกันได้แทนการใช้หนังสือเดินทาง ไทยและมาเลเซียยังมีความร่วมมือกันในด้านศาสนา โดยมีการแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้นำศาสนาอิสลาม ทั้งในระดับจุฬาราชมนตรีและผู้นำศาสนา ทั้งจากส่วนกลางและในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านกิจการศาสนาอิสลาม อาทิ การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการบริหารจัดการโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามและวิทยาลัยอิหม่าม เป็นต้น

 




ข้อมูลประเทศมาเลเซีย

โรงแรมในประเทศมาเลเซีย
สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศมาเลเซีย article



Top Asia Travel , 32 Phrayamonthat 31 Kanjanapisek Rd., Bangbon, BKK 10150 CALL CENTER: 02 235 7688 Fax. 02 235 7688 HOTLINE: 086 3676528 TopAsiatravels@gmail.com