dot dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
ท็อป เอเซีย ทราเวล จัดนำเที่ยวอินเดีย เนปาล ศรีลังกา ธิเบต ภูฏาน
dot
E-Mail:
Password:
Auto Log in :
bullet Lost Password
bullet Register
dot
dot
dot
dot
dot
dot

dot


TAT: 11/05250
เที่ยวทั่วไทยไปกับ ท็อเอเซียทราเวล
พระพุทธมหาเมตตา ในมหาเจดีย์พุทธคยา(อินเดีย)
ศิษย์ท่านเจ้าคุณพระเทพโพธิวิเทศ (พระธรรมฑูตสาย อินเดีย-เนปาล) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา
คณะพระเถระผู้ใหญ่ รวมเดินทางจาริก อินเดีย-เนปาล
TopCycling Tour
Thai Embassy  worldwide
Tourismthailand
Bag Factory
Association of Thai Travel Agents
Domesticthailand
Thai Travel Agents Association
BTS Sky Train
Exchange Rates
MRTA Under Ground Train
Airport Raillink


ข้อมูลทั่วไปประเทศมาเลเซีย

มาเลเซีย

ที่ตั้ง - ตั้งอยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตร ประกอบด้วยดินแดนสองส่วน คือ

มาเลเซียตะวันตก ตั้งอยู่บนคาบสมุทรมลายู ประกอบด้วย11 รัฐ คือ ปะหัง สลังงอร์ เนกรีเซมบิลัน มะละกา ยะโฮร์ เประ กลันตัน ตรังกานู ปีนัง เกดะห์ และปะลิส มาเลเซียตะวันออก ตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว (กาลิมันตัน) ประกอบด้วย 2 รัฐ คือ ซาบาห์ และซาราวัก นอกจากนี้ยังมีเขตการปกครองภายใต้สหพันธรัฐ อีก 3 เขต คือ กรุงกัวลาลัมเปอร์ (เมืองหลวง) เมืองปุตราจายา (เมืองราชการ) และเกาะลาบวน

  • พื้นที่ - 128,430 ตารางไมล์ (329,758 ตารางกิโลเมตร)
  • เมืองหลวง - กรุงกัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur)
  • เมืองราชการ - เมืองปุตราจายา (Putrajaya)
  • ภูมิอากาศ - ร้อนชื้น อุณหภูมิเฉลี่ย 28 องศาเซลเซียส
  •  ประชากร - 25.58 ล้านคน (ปี 2547)
  • ภาษา - มาเลย์ (ภาษาราชการ) อังกฤษ จีน ทมิฬ
  • ศาสนา - อิสลาม (ศาสนาประจำชาติ ร้อยละ 60.4) พุทธ (ร้อยละ 19.2) คริสต์ (ร้อยละ 11.6) ฮินดู (ร้อยละ 6.3) อื่น ๆ (ร้อยละ 2.5)
  • หน่วยเงินตรา - ริงกิตมาเลเซีย (ริงกิต เท่ากับ 0.2632 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10.42 บาท)
  • GDP = 117.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2547)
  • ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ = 67.59 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ณ วันที่ 29 เม.ย. 2548)
  • อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ = ร้อยละ 7.1 (ปี 2547)
  • วันชาติ - 31 สิงหาคม

ระบอบการเมือง - ประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy)

ระบบการปกครอง  

(1) สหพันธรัฐ โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดี (Yang-di Pertuan Agong) เป็นประมุข ซึ่งมาจากการเลือกตั้งจากเจ้าผู้ปกครองรัฐ 9 แห่ง (ยะโฮร์ ตรังกานู ปะหัง สลังงอร์ เกดะห์ กลันตัน เนกรีเซมบิลัน เประ และปะลิส) และผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นดำรงตำแหน่งวาระปี

(2) นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาลสหพันธรัฐ และมุขมนตรีแห่งรัฐ (Menteri Besar ในกรณีที่มีเจ้าผู้ปกครองรัฐ หรือ Chief Minister ในกรณีที่ไม่มีเจ้าผู้ปกครองรัฐ) เป็นหัวหน้ารัฐบาลแห่งรัฐ

  • ประมุข - สมเด็จพระราชาธิบดี ตนกู ไซด์ ซีราจุดดิน อิบนิ อัลมาร์ฮุมตนกู ไซด์ ปุตรา จูมาลูลลาอิล
  • นายกรัฐมนตรี - ดาโต๊ะ ซรี อับดุลลาห์ อาหมัด บาดาวี
  • พรรคการเมือง - พรรค UMNO (United Malays National Organization) เป็นพรรคการเมืองหลักที่เป็นแกนนำกลุ่มแนวร่วมแห่งชาติ (Barisan Nasional) ซึ่งประกอบด้วยพรรคการเมืองสำคัญ ได้แก่ MCA (Malaysian Chinese Association), MIC (Malaysian Indian Congress), Gerakan, PPBB (Parti Pesaka Bumiputera Bersatu), SNP (Sarawak National Party)
  • สำหรับพรรคฝ่ายค้านที่สำคัญ คือ พรรค PAS (Pertubuhan Angkatan Sabilullah) พรรค DAP (Democratic Action Party)
  • สมาชิกอาเซียน - ปฏิญญากรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510
  • เอกอัครราชทูตไทยประจำมาเลเซีย - นายอุ้ม เมาลานนท์ (เข้ารับหน้าที่เมื่อเดือนมกราคม 2548)
  • สถาปนาความสัมพันธ์ - ไทยและมาเลเซียสถาปนาความสัมพันธ์ทางทูตระหว่างกันเมื่อ 31 สิงหาคม 2500 

การเมืองการปกครอง 

การเมือง

พรรค UMNO มีแนวนโยบายบริหารประเทศเน้นชาตินิยมแต่ไม่รุนแรง สนับสนุนชาวมาเลย์ให้มีสิทธิในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ แนวนโยบายในการบริหารและพัฒนาประเทศหลัก ๆ สรุปได้ดังนี้

   1. ดำเนินนโยบายอย่างเป็นอิสระไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด โดยเฉพาะประเทศตะวันตก

  2. พยายามเข้าไปมีบทบาทนำในอาเซียน และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะกลุ่มประเทศมุสลิม เพื่อเป็นพลังต่อรองกับประเทศตะวันตกในเวทีระหว่างประเทศ

  3. พัฒนาการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยโดยไม่ยึดติดกับรูปแบบของประเทศตะวันตก มีแนวดำเนินการของตนเองและให้ความสำคัญต่อเรื่องความมั่นคง ภายในประเทศเป็นสำคัญ

หลังจาก ตุน ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ดาโต๊ะ ซรี อับดุลลาห์ อาหมัด บาดาวี ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนเมื่อวันที่ 31 พฤศจิกายน 2546 ต่อมาเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2547 มาเลเซียจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป (หลังการยุบสภาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2547) ซึ่งผลปรากฏว่า พรรค UMNO และกลุ่มพรรคแนวร่วมแห่งชาติ Barison Nasional (BN)ภายใต้การนำของดาโต๊ะซรี อับดุลลาห์ อาหมัด บาดาวี ได้รับชัยชนะเหนือพรรคร่วมฝ่ายค้าน (BA) ซึ่งมีพรรค PAS เป็นแกนนำ โดยได้คะแนนเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเกิน 2 ใน 3 

พรรคฝ่ายค้านยังคงไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะท้าทายอำนาจและเสถียรภาพของรัฐบาล แม้การก้าวลงจากอำนาจของ ดร.มหาธีร์ อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นและคะแนนนิยมของประชาชนต่อพรรค UMNO ในระดับหนึ่ง แต่ผลการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนมีนาคม 2547 แสดงให้เห็นว่า พรรค UMNO ยังคงสามารถเป็นแกนนำของกลุ่ม BN ในการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป ประเด็นที่จะบั่นทอนเสถียรภาพและความมั่นคงของพรรครัฐบาลและพรรค UMNO ที่สำคัญได้แก่ ความแตกแยกภายในพรรค UMNO เอง ซึ่งยังคงมีอยู่ในระดับหนึ่งอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความไม่ลงรอยกันระหว่างกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ภายในพรรค แม้ว่าจะไม่ปรากฏให้เห็นภาพความขัดแย้งที่แจ้งชัด

นโยบายความมั่นคงของมาเลเซีย ได้แก่

1.ดำเนินยุทธศาสตร์ทางการเมืองโดยยึดอาเซียนเป็นหลักในการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจ เพื่อให้มีการรับรองและปฏิบัติอย่างจริงจังที่จะให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออก/ตะวันตก เป็นดินแดนที่เป็นกลางและสันติสุข ทั้งนี้เพื่อให้มาเลเซียปลอดภัยจากการรุกรานจากภายนอก

 2. แสวงหามิตรประเทศที่มีศักยภาพทางทหารอย่างเพียงพอที่จะป้องปรามการกระทำใด ๆ อันจะกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของมาเลเซียตลอดจนการเตรียมกองทัพให้ทันสมัยมีอานุภาพเพียงพอที่จะป้องกันประเทศในระยะต้นก่อนการช่วยเหลือจากมิตรประเทศ

3. พัฒนากองทัพ โดยเฉพาะกองกำลังภาคพื้นดินให้เข้มแข็ง เน้นขีดความสามารถในการทำสงครามตามแบบ (conventional) เพื่อป้องกันการรุกรานจากศัตรูภายนอก 

4. ปรับปรุงกองกำลังทางเรือให้สามารถป้องกันการแทรกซึม และการยกพลขึ้นบก ตลอดจนปราบปรามการลักลอบค้าของหนีภาษี และการลักลอบทำประมงในน่านน้ำ

นอกจากนี้ การที่มาเลเซียเคยอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษและส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของไทยมาในอดีต โดยเพิ่งได้รับเอกราชเมื่อปี 2500 และในช่วงเริ่มก่อตั้งประเทศมาเลเซียประสบปัญหากระทบกระทั่งกับประเทศเพื่อนบ้านต่าง ๆ ในเรื่องเขตแดนทั้งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ และบางกรณียังคงยืดเยื้อจนถึงปัจจุบัน ทำให้มาเลเซียมีความอ่อนไหวต่อเรื่องความมั่นคงภายในและในภูมิภาคเป็นอย่างมาก และดำเนินนโยบายด้านการเมืองและความมั่นคงที่มีลักษณะเข้มงวดขาดความยืดหยุ่น อย่างไรก็ดี หลังจากที่สถานการณ์โลกและภูมิภาคปรับเปลี่ยนไปตามกระแสโลกาภิวัฒน์ และโลกไร้พรมแดน มาเลเซียได้ปรับเปลี่ยนนโยบายด้านความมั่นคงให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น จึงทำให้สถานะความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ ปรับตัวไปในทางที่ดีขึ้น

เศรษฐกิจการค้า  

มาเลเซียมีนโยบายทางเศรษฐกิจ ดังต่อไปนี้

1. เปิดรับการค้า การลงทุน และการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากตะวันตก เพื่อพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี 2563 (Vision 2020) ตามที่อดีตนายกรัฐมนตรี ดร.มหาธีร์ บิน โมฮัมหมัดตั้งเป้าหมายไว้

2. ใช้นโยบายการเมืองนำเศรษฐกิจเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์และโอกาสทางการค้าแก่ประเทศ

3. ขยายการติดต่อด้านเศรษฐกิจและการค้ากับประเทศกำลังพัฒนาเพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และยุโรป อาทิ มาเลเซียในฐานะประธานองค์การการประชุมอิสลาม (Organisation of Islamic Conference – OIC) ให้ความสำคัญกับการรวมตัวทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกOIC (รวม 57 ประเทศ) โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล ธนาคารอิสลาม การศึกษา และการท่องเที่ยว

มาเลเซียยังได้วางนโยบายเศรษฐกิจสืบต่อจาก Vision 2020 คือนโยบายวิสัยทัศน์แห่งชาติ (National Vision Policy: NVP) ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างมาเลเซียให้เป็น “ประเทศที่มีความยืดหยุ่นคงทนและมีความสามารถในการแข่งขัน” โดยจะลดความสำคัญของการลงทุนที่ทำให้เกิดการเจริญเติบโตที่ไม่ยั่งยืนและขาดประสิทธิภาพ และให้ความสำคัญต่อประเด็นใหม่คือ การเติบโตที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของประสิทธิภาพการผลิตโดยรวม โดยจะเน้นการลงทุนที่มีการค้นคว้าและวิจัย (R & D) และเทคโนโลยีสูง ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานความรู้ (knowledge-based economy) กระตุ้นและเพิ่มพลวัตรของภาคการเกษตร การผลิต และการบริการโดยการใช้ความรู้และเทคโนโลยีวิทยาการ เพิ่มการมีส่วนร่วมของภูมิบุตร ในภาคเศรษฐกิจชั้นนำ และปรับให้มีการพัฒนาการทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับสังคมบนฐานความรู้ (knowledge-based society)

ในช่วงที่ผ่านมามาเลเซียมีความสัมพันธ์ด้านการเมืองที่ไม่ราบรื่นนักกับประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ เนื่องจากประเทศตะวันตกมองว่ารัฐบาลมาเลเซียมักใช้กฎหมายว่าด้วยความมั่นคงภายใน (Internal Security Act - ISA) เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่มาเลเซียถือว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องภายในประเทศ และประเทศตะวันตกมักใช้ double standard ในการดำเนินนโยบายกับประเทศต่าง ๆ ทั้งนี้ วิกฤตการณ์ด้านการเงินและการคลังที่เกิดขึ้น

ในประเทศกำลังพัฒนาต่าง ๆ ในปัจจุบัน เป็นผลจากการเปิดเสรีด้านการเงินและการคลัง ซึ่งประเทศตะวันตกผลักดันอย่างแข็งขัน

อย่างไรก็ดี ในด้านเศรษฐกิจมาเลเซียมีการติดต่อการค้า การลงทุน การศึกษาที่ใกล้ชิดกับประเทศตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอังกฤษ ส่วนหนึ่งเนื่องจากความผูกพันในสมัยอาณานิคมซึ่งส่งผลให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็ว

แม้ว่ารัฐบาลมาเลเซียจะประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและส่งผลให้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดในปี 2545 แต่ความสำเร็จดังกล่าวยังมีอุปสรรคและปัญหาต่าง ๆ แฝงอยู่ ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของมาเลเซียโดยรวมได้ อาทิ การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แม้ว่าในเบื้องต้นจะมีส่วนช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก แต่หากโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ก็จะส่งผลกระทบอย่างมากเช่นกันต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ อาทิ โครงการก่อสร้างสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ ซึ่งปัจจุบันใช้งานไม่ถึงครึ่งของขีดความสามารถและยังไม่สามารถดึงดูดให้สายการบินหลักมาใช้ โครงการก่อสร้างเมืองราชการที่ปุตราจายาซึ่งยังไม่สามารถดึงประชาชนและภาคธุรกิจเข้าไปร่วมอย่างเต็มที่ โครงการ Cyberjaya ซึ่งยังไม่สามารถดึงดูดบริษัทชั้นนำของโลกให้เข้ามาลงทุนได้ตามเป้าหมายที่กำหนด เป็นต้น

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมาเลเซีย

1. ด้านการทูต

ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับมาเลเซียเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2500 เอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์คนปัจจุบันคือ นายอุ้ม เมาลานนท์ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม 2548 นอกจากนี้ ไทยยังมีสถานกงสุลใหญ่ในมาเลเซีย 2 แห่ง (สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองปีนัง และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารู) และมีสถานกงสุลประจำเกาะลังกาวี (ซึ่งมีดาโต๊ะ ชาซรีล เอสเคย์ บิน อับดุลลาห์ กงสุลกิตติมศักดิ์เป็นหัวหน้าสำนักงาน) สำหรับหน่วยงานของส่วนราชการต่าง ๆ ซึ่งตั้งสำนักงานอยู่ภายใต้สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้แก่ สำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ สำนักงานแรงงาน ส่วนหน่วยงานของไทยอื่นๆ ที่ตั้งสำนักงานในมาเลเซียคือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัทการบินไทย สำหรับหน่วยงานของมาเลเซียในไทยได้แก่ สถานเอกอัครราชทูตมาเลเซีย (เอกอัครราชทูตมาเลเซียคนปัจจุบันคือ ดาโต๊ะ ชารานี บิน อิบราฮิม) และสถานกงสุลใหญ่มาเลเซียประจำจังหวัดสงขลา

2.ด้านการเมือง

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมาเลเซียได้พัฒนาแน่นแฟ้นจนมีความใกล้ชิดกันมาก เนื่องจากทั้งสองประเทศมีผลประโยชน์ร่วมกันหลายประการ การแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับต่าง ๆ ทั้งระดับพระราชวงศ์ชั้นสูง รัฐบาล และเจ้าหน้าที่ ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ แต่แม้ว่าสองฝ่ายจะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกัน ก็ยังคงมีประเด็นปัญหาในความสัมพันธ์ ซึ่งต้องร่วมมือกันแก้ไข อาทิ การปักปันเขตแดนทางบก บุคคลสองสัญชาติ การก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น

นโยบายของไทยต่อมาเลเซียเน้นมุ่งส่งเสริมความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน และสร้างพื้นฐานที่เข้มแข็งให้ความสัมพันธ์ทุกระดับงอกงามอยู่บนพื้นฐานของการใช้เหตุผล เคารพซึ่งกันและกันในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ดี เพราะเหตุการณ์ในประเทศหนึ่งย่อมจะส่งผลเกื้อหนุนหรือกระทบต่ออีกประเทศหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

3.ด้านเศรษฐกิจ

  • การค้า

ปี 2547 ไทยกับมาเลเซียมีมูลค่าการค้ารวม 443,397.67 ล้านบาท (ไทยขาดดุลการค้า 8,003.96 ล้านบาท) ขยายตัวจากปี 2546 ร้อยละ29.42 ในจำนวนนี้ ครึ่งหนึ่งเป็นปริมาณการค้าชายแดนซึ่งมีมูลค่าการค้ารวมถึง 233,356.63 ล้านบาท (ไทยได้ดุลการค้าชายแดน100,469.53 ล้านบาท) ผ่านด่านศุลกากรทั้ง 10 แห่งใน 5 จังหวัด (สตูล สงขลา ยะลา นราธิวาส และปัตตานี) การค้าที่มีต่อกันส่วนหนึ่งเป็นการส่งสินค้าผ่านแดนเพื่อไปจำหน่ายในประเทศที่สาม ซึ่งไทยก็ได้รับความสะดวกในการส่งสินค้าผ่านแดนไปตลาดสิงคโปร์ และการส่งออกผ่านสิงคโปร์ด้วย

  • การลงทุน

ปี 2547 ชาวมาเลเซียลงทุนในไทยมากเป็นอันดับ 4 คิดเป็นมูลค่า 13,235 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้านอุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเลกทรอนิกส์ และในปีเดียวกันธุรกิจไทยลงทุนในมาเลเซียด้านการผลิตเครื่องจักร เครื่องมือขนส่ง อาหารและเคมีภัณฑ์ คิดเป็นมูลค่า 9.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 400 ล้านบาท

  • การท่องเที่ยว 

ปี 2547 นักท่องเที่ยวมาเลเซียเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยรวมทั้งสิ้น 1,391,379 คน (เป็นอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ) และนำรายได้เข้าไทยกว่า 4 หมื่นล้านบาท ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปมาเลเซีย 1,518,452 คน ทำรายได้ให้มาเลเซีย 3,000 ล้านริงกิต (กว่า 3หมื่นล้านบาท)

4. สังคมและวัฒนธรรม

ไทยกับมาเลเซียมีความร่วมมือในระดับท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างต่อเนื่องของประชาชนในพื้นที่ ประชาชนทั้งสองฝ่ายติดต่อแลกเปลี่ยนการไปมาหาสู่กัน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า การศึกษา และการเยี่ยมเยียนในฐานะเครือญาติ มีโครงการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมระหว่างกัน รวมทั้งความร่วมมือด้านการบริหารจัดการสัญจรข้ามแดน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในพื้นที่และส่งเสริมการติดต่อด้านการค้าและการท่องเที่ยวระหว่างกัน นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังอนุญาตให้คนสัญชาติของอีกฝ่ายหนึ่งที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนให้สามารถใช้บัตรผ่านแดนซึ่งออกให้โดยหน่วยงานปกครองท้องถิ่นของแต่ละฝ่าย เดินทางผ่านด่านพรมแดนระหว่างกันได้แทนการใช้หนังสือเดินทาง ไทยและมาเลเซียยังมีความร่วมมือกันในด้านศาสนา โดยมีการแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้นำศาสนาอิสลาม ทั้งในระดับจุฬาราชมนตรีและผู้นำศาสนา ทั้งจากส่วนกลางและในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านกิจการศาสนาอิสลาม อาทิ การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการบริหารจัดการโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามและวิทยาลัยอิหม่าม เป็นต้น

 




ข้อมูลทั่วไปประเทศมาเลเซีย

โรงแรมในประเทศมาเลเซีย
สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศมาเลเซีย article



Top Asia Tavel , 32 Phrayamonthat 31 Kanjanapisek Rd., Bangbon, BKK 10150 CALL CENTER: 02 235 7688 Fax. 02 235 7688 HOTLINE: 081 5509769 TopAsiatravels@gmail.com